พ่อแม่มีอาวุธชิ้นเดียวอยู่ในมือเรียกว่าสายสัมพันธ์
เป็นอาวุธที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่คอยดึงลูกให้หันกลับมาดู
หรือโตมา คอยดึงสติว่าอย่าทำอะไรที่ทำให้แม่เสียใจ คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์สอนไว้…….
แล้วเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้คะ
ครูจะบอกว่า #ครูชอบพ่อแม่ที่เหนื่อยแค่ไหนก็ลงน้ำกับลูก
คุณพ่อท่านนี้ที่ทักมาด้วยประโยคนี้จึงได้หัวใจครูไปเต็มๆ
เพราะคุณมาถูกทางแล้วค่า
แน่นอนว่าพ่อแม่เหนื่อยกับชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ปฏิเสธการลงเรียนกับลูก รวมทั้งคุณแม่ที่ยอมเหนื่อยอาบน้ำสระผมแต่งตัวสวยหลังขึ้นจากสระ
แต่ก็ยังอยากลงน้ำกับลูกเสมอ น่ารักที่สุดค่ะ
แนวคิดการลงน้ำกับลูกนี้เป็นแนวทางที่อาจารย์แม่ของครูชื่อ Dr.Francoise Freedman ย้ำนักหนาว่า สามขวบปีแรกสำคัญมาก
โดยเฉพาะสิบสองเดือนแรก
การเรียนว่ายน้ำ พ่อหรือแม่”ต้อง”อยู่ในน้ำอุ้มลูก
ตรงกับที่คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์สอนมากที่สุด
Dr.Francoise บอกว่าอุ้มไปเถอะลูกน่ะ อุ้มแล้วจะดีเอง(เราอุ้ม ไม่ใช่พี่เลี้ยงอุ้ม ในสระก็ต้องไม่ใช่ครูอุ้ม)
#เกี่ยวกันเพราะ #เรากำลังสร้างพื้นฐานของ_EF_ที่แข็งแรงให้ลูก
รากฐานชั้นแรกของพัฒนาการสำคัญมาก
ทุ่มเทช่วงนี้แล้วจะเบาลงในขั้นต่อไปเพราะฐานแน่น
ถ้าภาษาเชิงวิชาการทำให้งง
ให้คิดง่ายๆว่า พ่อแม่ต้องอุ้ม กอด บอกรัก ให้นม
อุ้ม กอด บอกรัก ให้นม
อุ้ม กอด บอกรัก ให้นม
เพราะจะทำให้ลูกรับรู้ถึงแม่ที่มีอยู่จริง
อุ้มกันทั้งบนบกและในน้ำ จะทำให้สายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นแน่นแฟ้นแข็งแรง
ลูกโตมามี EF ที่ดี มีสมองดี
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวในน้ำยังกระตุ้นเส้นใยสมองให้เชื่อมโยงกันได้ดี
มีประสิทธิภาพ คิดเร็ว ประมวลผลเร็ว ตั้งสติได้เร็ว
ขอยกตัวอย่าง EF ที่แข็งแรง เช่น
-วางมือถือแล้วไปทำการบ้านเอง ไม่ต้องให้บอก
-ใกล้สอบแล้ว ตั้งใจอ่านหนังสือให้จบท่ามกลางเฟสบุ๊คไอจีเน็ตฟลิกซ์ที่ยั่วตลอดเวลา
-เพื่อนชวนเล่นยา ก็มีสติยั้งคิด นึกถึงหัวอกพ่อแม่
-ตอนวัยรุ่น แฟนชวนมีเพศสัมพันธ์ก็ยับยั้งชั่งใจได้ เป็นต้น
ยิ่งวันก่อนครูฟังยูทูปหมอประเสริฐบอกว่า
“ผมเป็นหมอมา 30 ปี เห็นตอนจบของการเลี้ยงลูกของแต่ละบ้านมา 30 ปี เห็นตัวเลขเด็กที่มีปัญหาทางจิตเวชเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”
ฟังแล้วห่วงอนาคตลูกหลาน
ถ้าไม่อยากเสียใจ
พ่อแม่ต้องทุ่มเททำตอนแรกของชีวิตลูกให้ดี